ธรรมเทศนาพระอาจารย์ใหญ่

(เสียงธรรมเทศนาพระอาจารย์ใหญ่ คลิ๊ก) 

อย่าประมาท

      ความวุ่นวายทำให้ความเจริญเสื่อม ต้นเหตุแห่งความประมาท ถ้าบัณฑิตก็จะหยุดอย่างนี้ เป็นเรื่องปกติ..แต่มันรักษายาก ต้องเอาชีวิตเป็นเดิมพันอย่างนี้.. ให้มรณานุสติ ระลึกถึงความตายบ่อยๆ มันถึงจะรักษาไว้ได้ ไม่งั้นล่ะ..วุ่นวายจริงหนอ วุ่นวายจริงหนอ.. ที่นี่ขัดข้องจริงหนอ แต่หากที่นี่..สงบจริงหนอ คือมึงกลับมาบ้านแล้ว.. บ้านนี้มีแต่ให้.. มันเลยร่มเย็นแต่ต้องเจริญบ่อยๆ นะมรณานุสติน่ะ..พอคิดถึงความตาย มันหักรักหักหลง กำลังมันจึงเข้าอยู่..รักษาไว้ได้ไม่งั้นจะเสื่อม..ความวุ่นวายมันทำให้จิตใจเสื่อม ประมาทตัวเดียว ขาดทุนหมดเลย.. เข้าใจมั้ย  

     เรามีซาลาเปา.. ซาลาเปาสี่ลูกนะ แต่ละลูกมันกำลังกิน.. ต้องเอาให้พอดี มันหลงนิดเดียวก็ขาดสติเลย.. ความประมาทเปิดเลย จะคิด ดำริ ใคร่ครวญ อะไรจะพลาดหมด  เดินอย่างนี้ ยังเดินพลาดเลย  บอกให้เดินนับเท้านะ จริงไหม เดินนับเท้านะ..  เดินนับเท้า.. นอนนับท้อง จดจ้องอยู่กับลมหายใจ เคลื่อนไหวอย่างมีสติ นี่ล่ะเป็นภูมิต้านทาน  แต่คนมันไม่ค่อยเอาน่ะ เพราะมันทำยาก มันฝืนยากนะ เลยเกิดเป็นความเสื่อมน่ะ ..เป็นวุ่นวายจริงหนอน่ะ  ถ้ามาถึงเราล่ะ “สุขจริงหนอ” นะ  เอ้า..อาตมามีวิธีนะ ไม่ว่าใครก็จะผ่านมันไปได้นะ..  แค่รู้..แค่นั้นเอง รู้เหตุแห่งความเจริญ เหตุแห่งความเสื่อม รู้จนมันเคย..  

     เราต้องช่วยจิตเขานะ มันเป็นทุกข์ของมัน มันถึงที่ของมัน.. มันต้องอยู่ในที่ของมัน ถ้าไปอยู่ผิดที่.. ร้อนนะ..  ไปบอกใคร ใครก็ไม่รู้เรื่องหรอก ไปคุยกับคนอื่น คนอื่นเขาไม่รู้เรื่องหรอก..  เราไปอยู่ในอุ้งตีนเขาน่ะ ..อุ้งตีนเหยี่ยว ไปอยู่ในกรงเล็บของมัน มันก็คว้าหมับ จิกกะโหลก กินกลางอากาศเลย โดนมันจิกกินหัวใจน่ะ..นั่นน่ะ พญาเหยี่ยวนะ รู้จักมันไหม มันไม่มีตัว มันมีแต่เท้า มันจิกปึ๊บ.. ลอยขึ้นไปกลางอากาศปั๊บ ควักหัวใจแล้วโยนตัวทิ้งเลย ควักหัวใจกินกลางอากาศเลย ไม่ต้องไปกลับไปกินรังมันแล้ว

เล่นสนุกขาดสติ  เหมือนถูกโจรปล้นใจ

      เวลามันเผลอน่ะ เพราะมันมีความสุขเวลาเล่นกันสนุกๆ น่ะ มันขาดสติ เข้าใจไหม..เวลามันเพลิน เล่นกัน..มันจะขาดสติ  เรียกว่าถูกโจรปล้น ไม่มีทรัพย์จะใช้.. เรือนถูกไฟไหม้ ไม่มีเรือนจะอยู่.. ถูกโปกิน ก็ไม่มีแผ่นดินอยู่..  ต้องมีสติอยู่ตลอดเวลานะ.. เข้าใจไหม ถูกโจรปล้นอย่างนี้.. หมดแล้วทรัพย์ หมดไหม.. หมดสิ  มีทับทิมเป็นกระป๋องๆ ขนาดมีเป็นกระป๋อง ยังรักษาไว้ไม่ได้.. เรือนถูกไฟไหม้ ไม่มีเรือนจะอยู่นะ  เรือนมันไฟไหม้ตลอดนะ เข้าใจไหม.. มึงจะขนอะไรล่ะ.. จะรักษาด้วย จะขนด้วย  ยิ่งถูกโปกินน่ะ ไม่ต้องห่วงเลย นี่คือสภาพ..  

     เมื่อว่าเวลามันสุขขึ้นมา มันจะเพลิน..เล่นกัน วิ่งเล่นกันอย่างสนุกสนานน่ะ..ดี.. เขาชอบกันอย่างนั้น  เพราะมันไม่รู้ ไม่กลัว..คุ้นเคยกันมากๆ ทำให้มิตรแตกความสามัคคี  ถ้าห่างจากการคบมิตร นานๆ มาทีเนี่ย ก็แตกความสามัคคี  ขอของในเวลาที่ไม่สมควรขอ ก็แตกความ สามัคคี..  

    ขึ้นชื่อว่า “นก” นี่ ที่มันจะบินลอดตาข่ายไปได้มันน้อยมาก จริงไหม.. นอกนั้นมันก็เป็นเหยื่อของมันหมดน่ะ ตามไม่ทันน่ะ เวลาสุขมันหลงเล่นไปแล้ว ไปตามสภาพมัน..  แต่บัณฑิตเขาต้องยั้งไว้...... เฮ้ยเดี๋ยวไฟไหม้.. เดี๋ยวโจรปล้นนะ.. เดี๋ยวโปมันกินนะ .. อย่ามัวแทงโปนะ อย่ามัวแทงโปเล่นสนุกไปล่ะ  คือให้มีสติอยู่.. เวลามันน้อยนะ เวลาที่มันเหลือน่ะมันน้อยลง แม้อาตมาก็ทำทุกอย่าง ไม่ว่าที่ไหน..เพราะมีประโยชน์ อะไรเกิดขึ้นมาก็แก้ไข มีอะไรมา..อุปสรรคมา ก็แก้ไข  อยู่ง่ายๆ นี่ล่ะ ไม่ได้ไปพิถีพิถันอะไรมันมากมาย มันจะเกิดจากตรงโน้น มันจะเกิดขึ้นตรงนี้ เราก็เห็นมัน แล้วก็แก้ไข แล้วก็แก้ไข  

     ถ้าเรารักษาทรัพย์อย่างนี้ไว้ได้นะ..โจรก็ไม่ต้องปล้น ไฟก็ไม่ต้องไหม้เรือน โปก็ไม่ต้องกิน.. ยิ่งโปกินด้วยนะ ไฟไหม้เรือนด้วยนะ.. บางทีติดคุกนะ.. จริงไหม มันจับขังหมดน่ะ ไม่ว่าเด็กหนุ่มเด็กสาวหรือผู้เฒ่าผู้แก่ มันจับขังหมดนะ ทำผิดนี่.. บอกประหารเลย ..ตัดหัวเลย ฟันฉับ หัวขาดเลย  เพราะไม่มีกฎหมาย..คือศีลธรรมนำพาชีวิตแต่เดี๋ยวนี้มันไม่ได้แล้ว สภาพสังคมมันคนละอย่าง..  ความละเอียดความสุขุมที่จะไปรู้กลไกนี่.. มันยาก ต้องฝึก..ต้องระลึกรู้กันอยู่ตลอด  ทำมันก็รู้.. ทำมันก็รู้.. มันจะได้มั่นคง มิตรก็มั่นคง การงาน ก็มั่นคงโรคภัยมันก็จางมันหลุดไปหมด..

หลวงพ่อเมตตาเทศน์โปรดสอนนักเรียนมัธยม

  


สุขต้องฝืน ทุกข์ต้องทน..

        การปฏิบัติมันค่อนข้างจะฝืน..ต้องฝืนนะ ยิ่งทุกข์มันยิ่งเมื่อย ยิ่งป่วยมันยิ่งดี มันตรงกันข้ามกัน มันต้องฝืน...ฝืนถึงรู้นะ รู้..เพราะฝืน ที่มันทำได้ยากก็เพราะมันทุกข์น่ะ แต่ทนบ่อยๆ ทนบ่อยๆ มันเลยเคยเลย ทีนี้มันจะรู้จักสุข รู้จักทุกข์ สุขมันเป็นยังไง ทุกข์มันเป็นยังไง กำลังเราอ่อนน่ะ..ถ้าเราภาวนา อายุมันก็จะยืนไปด้วย

     แก้วมันสะอาดแล้ว  ความขาวของแก้ว มันรักษายาก ให้พยายามทรงๆ เอาไว้ แต่มันก็ทรงได้ยาก เผลอแผล็บเดียวมันไปแล้ว พอมันสุข มันไปแล้ว..มันหลงน่ะ สุขก็ต้องรู้มันนะ ไม่ปล่อยมัน ควบคุมมัน ควบคุมอยู่ทุกขณะ จนมันเคย มองแวบแล้วรู้หมดเลย.. แวบแล้วรู้ แวบแล้วรู้ มันเกิดขึ้นมาเองโดยธรรมชาติ แต่ต้องใช้เวลานานหน่อย

     เรานอนไม่หลับเพราะที่มันใหม่ ต้องภาวนานะ หายใจเข้าพุทก็ได้ หายใจออกโธก็ได้ หรือจะยุบหนอพองหนอก็ได้ ทำยังไงก็ได้ให้มันเป็นสมาธิขึ้นมา ด้วยวิธีอะไรก็ได้ อาตมาไม่จำกัด เพราะมันแตกฉานหมด ทำได้หมดเลยไม่ว่าอะไร ดีหมดเลย แต่ผู้ที่ไม่เคยทำมา หรือผู้ที่ทำมาน้อยมันค่อนข้างจะตั้งได้ยาก.. ถ้านั่งไม่ได้ก็นอนมันเลย นอนจนหลับ..ตื่นขึ้นมาทำอีกนะ ให้ลมมันคาอยู่ในจมูกเลย ทำมันจนมันสำลักลมหายใจน่ะ..เข้าใจไหม มันจับลม จับสติ จับจิต เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันเลย โอ้โห..นี่มันสมาธินี่ ให้มันสำลัก เคยสำลักน้ำไหม เอ้อ...นั่นแหละเหมือนสำลักลมน่ะ ให้มันเคี่ยวถึงขนาดนั้นเลย มันสำลักแม้กระทั่งลมหายใจมันเลย เพราะมันต้องอยู่กับลมหายใจอยู่ตลอด ถ้าขาดลมหายใจก็เท่ากับขาดสติ มีเรื่องเลย..

     แม้อาตมาก็เหมือนกัน ขี่รถซาเล้งรับจ้างน่ะ ขี่รถยังต้องเสียค่าเช่ารถเขาเลย เป็นอย่างนี้จริงๆ แต่โอกาสที่จะเห็น.. จะเห็นมันได้ยาก เพราะมันยึด..มานาน อาตมาขี่ก็ได้ ดันก็ได้ จูงก็ได้ หรืออยู่ข้างล่างก็ได้ เลยไม่ติดรถซาเล้ง ขี่รถซาเล้งไปเก็บของเก่า เอามาขายแลกชีวิตให้เขา ไม่ใช่ของง่ายนะ จริงไหม.. นี่ล่ะ..

     เรื่องอย่างนี้..เพราะเมตตา..สงสารเขา..เอ็นดูเขา เมตตา ตรวจสอบ ระวัง เป็นคุณสมบัติของผู้ใหญ่เขามีไว้ บุคคลหนึ่งบุคคลใดก็ตามต้องช่วยทำให้สังคมมันเจริญขึ้นมา เพราะชีวิตมนุษย์มันขาดที่พึ่งทางจิตกันน่ะ แม้จะมั่งมีกันมากๆ ก็ไม่มีที่พึ่ง เพราะมันไม่มีที่ยึด เครื่องหมาย..เครื่องหมายความตาย มันไม่มี ไม่ว่าใครทั้งนั้นล่ะ

     ให้มันรู้..อยู่ตลอด ทำมันจนมันสำลักลมหายใจ มันจับลมหายใจไม่ทันก็ตายไปเลย นี่เคี่ยวกันถึงขนาดนั้นนะ ถ้ามึงมัวอ่อนแอ .. ก็ไปสิ ถูกตรงนั้นแทรกถูกตรงนี้แทรก.. ก็ตายสิ ต้องฝืนบ่อยๆ ฝืนบ่อยๆ

ยิ่งทุกข์ยิ่งดี..เจ็บป่วยอย่าวิตก

    เราลองดูถนนนะ.. ถนนคอนกรีต รอยต่อระหว่างตรงกลางถนน มันเป็นช่องว่าง มันเลยมีหญ้าเขียวๆขึ้นมา ไอ้หญ้าเขียวๆ มันแค่ขึ้นแค่ชั่วครู่ ชั่วขณะ เดี๋ยวมันก็ถูกแดดบ้าง ถูกลมบ้าง เผา นี่มันต้องเกิดอย่างนี้ จริงไหม.. แต่มันไม่สามารถจะขึ้นเป็นไม้ใหญ่ขึ้นมาได้ มันอาศัยที่ว่าเชื้อมันมี มันมีเหตุมีปัจจัย ลมมันถึงเกิด 

  ถ้าเราละวิตกกังวลได้ ไอ้โรคอย่างอื่นมันก็ไม่เกิด ..จริงไหม คือหญ้ามันต้องขึ้นระหว่างถนนน่ะ ตรงกลางถนนที่ช่วงคอนกรีต 2 ช่วงมาเจอกัน มันเป็นช่องว่าง มันจะเกิดหญ้าขึ้นเล็กๆ เป็นฝอยๆขึ้นมา ถ้าเรารู้ทัน เราก็ไม่มีปัญหา.. ลมมันมาก ก็ปรับลมสิ บางทีลมมันมาก ก็เอาไฟมาไล่ลม เตโชธาตุ เราก็ไม่เป็น.. ธาตุไฟให้ท่อง ภะ กะ สะ จะ ไล่ลม ถ้าเป็นน้ำก็ จะ ภะ กะ สะ เป็นการปรับธาตุน่ะ ไอ้พวกขี่รถจักรยานเหมือนกัน ถ้าหน้ามันซอกแซก ซอกแซก มันตั้งไม่ได้ จริงไหม.. (ท่านหมายถึงคนที่สมาธิยังไม่ตั้งมั่น จิตยังสัดส่าย) มันไปซอกแซก หน้ามันส่าย ต้องจับหน้าให้ตรง คือทำใจให้แยบคาย แล้วเอาเด็กผู้หญิงพานั่งหลังมาด้วย มันหนักไหม เอ้า..มันหนักสิ มันยิ่งหนักยิ่งดีนะ มันจะยิ่งแกร่ง คนสมัยนี้เค้าจะฝึกอย่างนี้ เอาอย่าง Half Half กลางๆ นี่ แต่ว่าหน้ามันส่าย มันส่ายไป มันไม่รู้จักทำใจไง ทำใจให้มันนิ่งแค่ชั่วขณะ จนมันตั้งมั่นได้ แค่นั้นน่ะ.. แล้วทีนี้มันเคย ทีนี้เข้ารอบ เดี๋ยวมันขี่ เดี๋ยวมันขี่ ทีนี้ชำนาญ เป็นวสี เรื่องในโลกนี้ก็รู้แจ้งหมด

    พอจิตมันหยุดเป็นสมาธินี่ เห็นตัวมันเอง เห็นจากกาย เห็นจากจิต เห็นจิตในจิตน่ะ มันต้องอาศัยกำลังแห่งสมาธิ ถ้าวิปัสสนาอย่างเดียวน่ะ..มันก็ได้ แต่มันเผลอไว แวบเดียวเท่านั้นนะ  วิปัสสนานี่มันต้องละเอียดอ่อนนะ รู้...ตลอดนะ มันเดินก็ให้เหมือนผีกลิ้งไปกลางถนน.. ดีไหม เดินไปน่ะ..เป็นผีกลิ้งไปกลางถนนเลย คือมันเป็นผี ไม่สวยหรอก ไม่มีสวย ไม่มีหนุ่ม ไม่มีแก่ ไม่มีสาว มีแต่ความเป็นผีนะ เข้าใจไหม มันเป็นผี ท่องไว้ ไอ้ผี ไอ้ผี ไอ้ผี ท่องไว้มันจะได้ไม่หาเรื่อง ไอ้ผี ไอ้ผี ไอ้ผี ซองจดหมายมันต้องปิดปากไว้จริงไหม มันต้องปิดปากซองจดหมายนะ ไม่งั้นมันเสื่อมนะ.. แล้วมันได้ยากนะ ไม่งั้นหน้ามันซอกแซกๆ นะ  (ท่านหมายถึงไม่ให้พูด ให้ปิดวาจาเพื่อรักษากำลัง เพราะพูดแล้วกำลังจิตจะเสื่อมลง) พอมันเสื่อมแล้ว ทีนี้กลับขึ้นมา มันรู้แล้ว จิตตสังขาร มันดักเลย นี่รู้แล้ว มันไม่ทำแล้ว มันไม่ฝืนแล้ว.. มันต้องฝืน ฝืน ฝืน ขึ้นไป ฝืนจนเคยเป็นนิสัย ปิดปากเหมือนปิดซองจดหมาย ปิดแล้ว Stamp เลย ไม่เปิดนะ จะเปิดอีกที ยันตอนตายนั่นแหละ เปิดอีกที ซักช่วง 5 วินาทีแล้วแวบดูเลย ไปเลยซองจดหมาย กับตัวจดหมาย มันก็ไปคนละทาง มึงมันเผลอ.. แหม..มันทั้งๆที่ รู้นี่แหละ

จิตที่ฝึกดีแล้ว นำสุขมาให้..

   การฝึกจิตสำคัญ.. จิตที่ฝึกลงตัวดีแล้ว...นำความสุขมาให้แต่จิตที่ไม่ได้ฝึก ไม่ได้อบรมมานั้น นำทุกข์มาให้ไหม.. นำทุกข์มาให้นะ อย่างอาตมาเวลาเดินนี่ใช้อิทธิบาททั้ง 4 เลย อบรม..อบกันจนไม่รู้จะอบกันยังไงแล้ว มันไม่มีอะไรให้อบแล้ว..จริงไหม แต่พวกเราก็ยังต้องใช้.. ใช้ตามนัยยะครูบาอาจารย์ ต้องไม่ส่งจิตออกไปเลย..จิตส่งออกไปเป็นทุกข์เลยนะ นำทุกข์นำเรื่องมาให้ รู้ไม่ทันมัน.. ต้องให้มันใส่ชุดอย่างนี้ ชุดขาวของมัน จานนี้มันใส่หินไว้ มันแพ้ของหนักน่ะ.. เข้าใจไหม ฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสา คือความพอใจมีความเพียรอยู่ตลอด เอาใจจดจ่ออยู่ตลอด อะไรเกิดขึ้นมาแก้ไขปัญหาเลย.. มันจะรู้จากตัวเราเอง ไม่ได้รู้จากที่อื่นนะ จิตที่มันอบรมดีแล้วน่ะ.. ต้องอบรมมัน... เดิน..ก็รู้มันอยู่ตลอด นั่ง..รู้ ทำ..รู้ ..รู้..อยู่ทุกขณะ..ตลอดเวลาเลย จนมันเคยไง ทีนี้มันไปไหนไม่ได้แล้ว มันไม่หาเรื่องให้ จะไม่ไปแล้ว อดีตไม่ไป อนาคตไม่ไป มันวิ่งอยู่ในเรือนน่ะ.. เรือนนี่วิเวกสุดๆนะ ทำให้เรือนนี้มันไปปลูกอยู่ในป่าก็ได้ หรือไปปลูกในชุมชน แต่เรือนเรานี่ปลูกเป็นเรือนป่า..

     กายนี้มันมหัศจรรย์ อยู่ในท่ามกลางที่มันหลากหลายสับสน แค่ทำกายให้วิเวก จิตมันก็วิเวก.. คือรู้ให้ทันมัน ถ้ามันส่งออกไปล่ะมีเรื่องเลย ไม่ว่าใครทั้งนั้นนะ  เผลอไม่ได้นะ ต้องตามดู..ไม่ใช่เดินเป็นพ่อมาลัยเลย.. มันสบาย  มันเลยเกิดความสุขขึ้นมา เกิดประมาทขึ้นมาเลย..ต้องเดินอย่างทุกข์ๆ มันไม่เอาเลยล่ะ มันทุกข์.. กายมันป่วย กายมันเมื่อย ลองบอกให้มันไปสิ ไล่มันไป..ไล่วัวออกจากคอกไป ไป๊ ไป.. ฮึ่ย ฮึ่ย ฮึ่ย ไล่มันไป..มันไม่ไปเฮ้ย.. มันเข็ดเลย เอาให้มันจริงน่ะ..

     นี่ถ้าจิตมันอยู่ในกาย มันเป็นปกติ เป็นสุขในโลก จิตที่อบรมดีแล้ว มันนำความสุขมาให้ ถ้าเราไม่ได้อบรมหรือพัฒนา วุ่นวายหมด เพราะไม่รู้จักมันน่ะ มันก่อเรื่องให้เราก็ไหลไปตามไอ้โลกใบนี้ มันก็วุ่นวาย จริงไหม..เออ..มันแค่นี้ แล้วใครจะไปรู้มันล่ะพอไปรู้ก็ติดคุกไปแล้วอย่างนี้ ตัดคอไปแล้วอย่างนี้.. มันหลอกฆ่าหลอกทำลาย มา..ตายห่าเพราะมันนับไม่ถ้วน เพราะผิดไปแล้วอย่างนี้ บางทีเขาให้อภัย บางทีมันอ้าว..ก็สายไปเสียแล้ว มันเลยช็อต (shot) ไปแล้วอย่างนี้ ก็ไม่ว่ากัน มันเป็นเรื่องปกติอย่างนี้..

     ต้องหมั่นดูมัน เดิน..รู้ นั่ง..รู้ นอน..รู้ ทำ..รู้ อยู่ตลอด จนมันเป็น มันออกข้างนอกเลย เวลานอนมันออกลอยอยู่กลางอากาศเลย  ดูดวงจันทร์ไปเลย เห็นข้าวโพดต้มเป็นมุกเลยนะ เม็ดข้าวโพดน่ะ.. นี่คือความมหัศจรรย์ของจิต เขากินข้าวโพด เรามองมันเป็นมุกเลย เป็นของมีค่าเลยนะ.. ปัญญา มันจะลึกเข้าไปอีก มันเบื่อแล้ว…

กินให้เป็นไม่วุ่นวาย

      ขันน้ำทองเหลืองนะ ตัวขันก็สะอาด ตัวน้ำก็สะอาด...  แต่ถ้าเอาฝรั่งไปไว้ในขันทองเหลือง ดีไหม คือของเก่ากับของใหม่น่ะ..แปลกเลย .. เอ้ามันคนละอย่างกันนะ จริงไหม.. จะกินฝรั่ง..มีที่ไหนเอาไปไว้ในขันทองเหลือง.. นี่..ไอ้พวกนี้แสบที่สุดเลย กินนี่ล่ะยากที่สุด.. ถ้าอร่อยคำไหนนะ ต้องให้มันหยุดก่อน พอมันเคี้ยวๆไปเนี่ย มันจะอร่อยก็ดูตรงนี้ให้มันดับก่อน.. พอหมดอร่อยค่อยกลืนมัน เนี่ย.. เป็นเรื่องตัณหาล้วนๆ เลย กินเป็นไหมล่ะ.. กินยากที่สุดเลยนะกินข้าวเนี่ย.. กูเห็นแล้วสะบัดหน้าเลย..กลัว อาตมากลัว กินแค่ตามธรรมเนียมประเพณี.. แต่กู..กูกินฌานเลย ไม่ต้องกินข้าวกันเลย กินว่างๆ เลย..  มันจะได้มีอาหารกินกันน่ะ เด็กมันยืนกินอาหาร เด็กมันยืนกิน..กำลังมันมากเข้า มันเก็บเกี่ยวน่ะ.. ธรรมดาจิตมันไม่ค่อยได้กินอย่างนี้หรอก..

     แต่เราต้องมีสตินะ จะพูดจะทำอะไร ต้องให้มีสติระลึกรู้อยู่นะ  ไม่งั้นตายหมดนะ รู้ไม่ทันมัน.. กินไม่เป็น..อร่อย กินเข้าไปมันอร่อย บอกให้หยุดซักนิดนึง.. ให้มันหมดซักนิดนึง พอมันดับแค่นั้น..โอ้โหไม่อยากกินเลย  ถ้ากินเป็นน่ะ .. เหมือนกินยาไง กินยากเหมือนกินยา.. อาตมาบอกกินยา ต้องกินให้เป็นนะ.. ไม่ใช่เหมือนขี้เมา กินกันไป คุยกันไป มีเรื่องเลย.. กินอย่างขี้เมา กินเป็นไหม ไอ้พวกนักเลงสุรากินกันไปคุยกันไป แบบนี้เดี๋ยวมีเรื่องอีก ..กัดกันคาวงสุรา นี่มันเป็นอย่างนี้ รู้ไม่ทันมัน.. รู้ทันนิดเดียว คำไหนอร่อย บางทีคายไว้เลย มันอร่อยนะ.. กูไว้ทำพระสมเด็จเลย กูเล่นขมังๆ กูไม่กลืนเลย กูเก็บไว้.. มึงอร่อยใช่ไหม กูเก็บ.. มึงอร่อย กูโขลกพระ ทำเป็นพระเลย.. มึงอยากอร่อยนัก ใจถึงไหมล่ะ..

     เรารู้ไม่ทันมันนะ.. ถ้ารู้ทันมัน แค่นิดเดียวเท่านั้น ผัสสะ เวทนา ตัณหา.. นาม-รูป นี่ต้องอาศัยความละเอียดอ่อนเข้าไปรู้มัน ถ้าไม่รู้จักนามและรูปแล้วทุกข์วุ่นวายหมดทั้งโลก ถ้ารู้จักนามและรูปดีแล้ว ไม่เอาแล้ว หมดความยินดี ถึงอยู่เป็น ไม่เอาอะไรใส่แล้วนะ ฝรั่งก็ไม่เอา มันแกวก็ไม่เอา.. ไม่งั้นจะวุ่นวาย ไอ้นี่ไม่มีใครตอบคำถามได้ในโลก.. อาตมากล้าพิสูจน์ได้เลย ไม่มี แต่ไม่ได้ยินดีนะ แต่เพียงบอก..ไว้ถ้าเจริญอย่างอาตมา ทำอย่างอาตมา ก็สามารถทำได้หมด และรักษาได้หมดด้วย อยู่อย่างนี้.. อเมริกาทั้งนั้น คืออยู่เป็นไง ยิ่งอ่อนยิ่งดีนะ ค่ะ.. ค่ะ.. ไปเรื่อยล่ะ ..ค่ะ สนามฝึก สนามรบ.. ต้องอยู่ให้เป็นนะ ดูอย่างอาตมาสิ จริงไหม.. หมดแล้ว หูกระป๋องใบใหญ่ๆ หูมันใหญ่ จับหูกระป๋องสบายแฮ.. (หัวเราะ) เอ้าต้องจับหูกระป๋องนะ.. มันอยู่อย่างปกติไม่ได้หรอก ไอ้โลกใบนี้.. เดี๋ยวก็นินทา เดี๋ยวส่อเสียดเป็นเรื่องปกติของมัน แต่เราเป็นหูคันใหญ่ จับหูซะ จับแว่นตามัน ก็หมดปัญหา เรื่องมันไม่ได้เกิดที่เรา แต่ไอ้การที่จะฝึกสติให้สมบูรณ์แบบนี่มันยาก เพราะมันทุกข์ทั้งนั้นน่ะ นามและรูปมันของทุกข์นะ ไม่ต้องดูคนอื่นหรอก ดูเรานี่แหละ ไอ้เรานี่ทุกข์ที่สุดในโลก จริงไหม..

     นิ่งให้เหมือนน้ำ ความสงบน่ะเป็นสุข ความคุ้นเคยเป็นสุขไหม เออ.. ความไม่มีโรคก็เป็นสุข แต่พระนิพพานเป็นสุขอย่างยิ่ง.. สุข..แค่นี้เอง บัณฑิตต้องฝึกระงับ.. ถ้าหยุด ระงับ รู้ทัน.. ดึงที่อาตมาไปจิตมันก็หยุด ก็เย็น  ..อยู่ใกล้บัณฑิต จิตมันก็เย็น ถ้าใกล้คนพาล มันร้อนไหม..ร้อน(หัวเราะ) ให้เลือกเอานะ ให้มันเป็นสากล..จะอยู่ จะจับยังไง จับให้มัน ให้มันมั่น.. เรื่องทุกอย่างอาตมาเห็นเหตุ-ปัจจัย อาตมาแก้ไขตามเหตุตามปัจจัย พอเสร็จจุดนึงแล้ว เดี๋ยวก็แก่อีกแหละ เดี๋ยวก็เจ็บอีกจริงไหม แต่เราดูดอย่างนี้ไว้ ดูดกำลังอาตมา เพื่อให้เป็นปกติ.. สภาพจิตมันโหยหา เอาให้มันเต็มเลย.. อยู่ที่ไหนอาตมาก็อยู่ตรงนั้น ให้มันเป็นปกติอยู่อย่างนี้แหละ ไอ้ความไม่มีโรค ไอ้ความคุ้นเคยกัน ไอ้ความสงบระงับ มันจะได้มีมาก มันจะไม่ขยับ ไอ้ตัวน้ำมันจะได้ไม่ขยับ ต้องให้น้ำมันนิ่งอย่างนี้นะ นิ่งเห็นตัวน้ำเลย เห็นก้นเลย ไม่มีตะกอน แต่รักษายาก.. รู้ง่าย รักษายาก.. ถ้ายิ่งรักษายิ่งรวย อาตมาบอกไว้นะ สังคมเป็นอย่างนี้ มันเป็นปกติของมัน เราต้องรักษาของเราเอง..

แค่รู้ทันแค่นั้นเอง..

      มันค่อนข้างที่จะบอกได้ยากในเรื่องอย่างนี้.. ยิ่งยุคนี้สมัยนี้ยิ่งไปกันใหญ่ ความรู้ไม่ทันมันถ้าปกติรู้ทันมัน ก็ไม่มีอะไร จริงไหม แค่รู้ทันแค่นั้นเอง..

     ไอ้ลูกมะกรูดมันตกอยู่โคนต้นอย่างนี้ มันไปไหนไม่รอดหรอก ไม่ว่าใครทั้งนั้นแหละ มันเป็นกฎของธรรมชาติ ท่านไม่อยากได้ ไม่อยากดี แต่ท่านเห็นท่านรู้กันหมด เพราะใจในปัจจุบันมันขาดที่พึ่ง มันไม่มีกำลังสามารถที่จะกินอาหารให้ตัวเองนะ ดวงจันทร์ มีลิ้น ปุบ..ปุบ.. มันกินอาหารของมันเองนะ อาตมาเดินปุบ หายเข้าไปเลย ไม่งั้นอยู่ไม่ได้..  อาหารขนาดนี้ อยู่รักษากายได้ยังไง จริงไหม.. แต่ท่านมีวิธีของท่านแหละ.. กินแล้วมันไม่พาไปนอนน่ะ กินแล้วไม่ง่วงนอน กินแล้วไม่ขี้เกียจ เพราะธรรมชาติมันปรุงแต่งนะ ธรรมชาติมันปรุงแต่งนะ..จริงไหม พอเรามีสตินิดเดียว อวิชชาก็ไม่ใช่ตัวตนนะ มันเป็นพฤติกรรมที่มันเกิดขยับขึ้นตามจังหวะของมัน แต่ใครหลงเข้ามาล่ะเสร็จเลย กูก็วางของกูอย่างนี้แหละ อวิชชาหลงเข้ามาก็เสร็จล่ะ.. คือมันเป็นสภาพที่ มันใช้ขันธ์ 5 น่ะ..แสดงพฤติกรรมเกิดจากจิตขึ้นมา ขันธ์ 5 มันก็แสดงไปตามพฤติกรรม เกิดจากข้างนอกขึ้นมา เป็นผัสสะ อายาตนะขึ้นมา.. ไอ้ขันธ์ 5  มันก็เป็นระบบ เพียงแต่เราควบคุมให้มันได้ ตัดให้เป็น อยู่ให้เป็น พูดให้เป็น มันจะรู้เห็นหมด เพราะอาตมานี่ใช้เสรี.. เครื่องเสียงเยอะแยะ เครื่องระนาดเยอะแยะ แต่หาคนที่มันมาตี ตีระนาดมั่ง ตีฆ้องวงมั่ง เป่าปี่บ้างนะ ดีไหม โอ้โห..มันปล่อย มันสายมานานแล้ว มันไม่ยอมกันนี่ มันไปแล้ว กูก็ไปเล่นของกูคนเดียว มันธรรมดามันต้องเล่นวงนะ วงใหญ่นะ เครื่องมันมีพร้อมของมัน..แต่ใครจะเป่า ใครจะสีล่ะ ใครจะตีล่ะ ตรงนี้ล่ะยาก  ถ้าเล่นคนเดียว ไก่โดดขึ้นกำแพงแก้วนี่ มันก็อยู่ได้.. ไก่ผู้ ตัวผู้ตัวเดียว เพราะ สี ขน ปีก มันพร้อมสมบูรณ์แบบ.. แต่แหมเอาคนเดียวจะไหวไหม จริงไหม .. เออ แต่ยุคนี้สมัยนี้มันเป็นอย่างนี้แหละ มันบินโดดขึ้นกำแพงลงกำแพง โดดอยู่จั่ว ทำตลอดทั้งวันทั้งคืน.. คือรู้..รู้ธรรมดา ปกตินี่รู้อย่างนี้มันจะเกิดจากจิตขึ้นมา เกิดจากข้างนอกเข้ามาเพียงแต่รู้... อ้อ... มันไม่มีอะไร รู้ให้ทัน เท่านั้นเอง..

มุงหลังคาใจของเราให้ดี

   ถ้าหลังคาบ้านมุงด้วยจาก มองขึ้นไปเห็นท้องฟ้าไหม..เห็นท้องฟ้านะ..มึงต้องมุงให้ถี่ๆ จริงไหม ?  ต้องจัดจากให้ดี.. แล้วขึ้นไปมุงใหม่ถ้าเป็นระบบมาตรฐาน เออนะ.. เดี๋ยวนี้..หลังคาเขาจะไม่ใช้สังกะสีแล้วนะ จริงไหม เขาใช้กระเบื้องเลย.. ถ้ามุงให้ดีนะ ฝนก็ไม่เข้า.. จริงไหม ?  แดดก็ไม่ส่องนะ.. จริงไหม ? ไอ้ความร้อนความเย็นมันมาจากข้างนอกนะ ถ้ามึงมุงห่างๆ แสงแดดมันส่องลงพื้นได้ไหม..? โมหะมันเข้าได้ไหม..?  (ได้ค่ะ) เข้าได้นะ มึงต้องรักษาของมึงเองนะจริงไหม ? (ค่ะ)  เออ.. ของมึงใช้มุงจากไง ของอาตมาเอาท้องฟ้ามุงไว้.. เหมามาเลย.. อยู่อย่างไม่มีหลังคานะ.. เฮอะ.. ทำได้ไหม ของมึงเอาแค่จากพอ.. ไม่ต้องเอาหลังคาเป็นท้องฟ้า เอายุงเป็นเพื่อนเลย.. ต้องมุงจากให้มันถี่ๆ ไอ้ช่วงนี้มันไล่ไปได้.. แต่ไอ้ช่วงที่มันจะเข้าขื่อ..มันจะเข้าเนี่ย..เข้าของมัน ระหว่างจั่วมุม ช่วงมุมมันวางไม่สนิท.. เข้าใจไหม มึงต้องวางถี่ๆ ถี่ๆๆๆๆ ตอกให้ถี่ๆๆ พอเขากระแทกฝาตุ่มน้ำ ต้องตื่นทันทีนะ จริงไหม..  ถ้าเขากระแทกเราต้องตื่น คือขึงสตินิดนึง แล้วก็อยู่ไปอย่างนั้นแหละ.. นอนดูมันเลย เดี๋ยวมันจะมีระบบหนังกลางแปลงเข้าไปฉายให้ดู..

     ทีนี้เห็นภาพ แล้วก็พิจารณา พิจารณาภาพแล้วก็ละไป พิจารณาภาพแล้วก็ละไป.. คือสมาธิไม่ต้องเอามาก วิตก วิจาร ปิติ แค่นั้น แค่ปิติแล้วขึงจิต ดูจิตให้มันพอดี ทำลมให้พอดี พอจิตนิ่ง แล้วก็เพ่ง..ภาพมันจะไหลเข้ามาเกิด นี่คือปกตินะ ที่อยากก็ไม่ได้นะ ไม่อยากก็ไม่ได้นะ พอดี ยากไหมวะ ? ... ยาก ! ดูอาตมาสิ..จริงไหม นั่นพอดีของเขาน่ะ  คอยดูนะ..เออ.. นี่พอดีของเขา ไม่มีเขามีเรา ใครมาขนาดไหนก็พอดีของเขาขนาดนั้น จริงไหม.. มันต้องทนได้ถึงที่สุดน่ะ นี่ฝึกให้อดทนนะ เออ..ใช่ไหม มึงหายปวดไหม (เมื่อวานเจ็บมากๆ ค่ะ) ฮะ..นั่นแหละมึงจับมั่นๆ สมาธิใช้แค่ปีตินิดเดียว วิตก วิจาร ปีติ แล้วก็ดันเอาออกเลย (หนูจะทนไม่ไหวแล้วค่ะ) ทุกขเวทนานี่เป็นครูเลย เออนี่แหละยิ่งทุกข์ยิ่งดีนะ จริงไหม ? (จริงค่ะ) ทุกข์ล่ะ สอนเลย ตัวเองมันจะสอนตัวเอง ถึงไม่ต้องออกไปไหนเลย..อยู่ในเรือนอยู่ตลอดเวลา  คอยปิด.. ดูหน้าต่าง ดูประตู ดูหลังคาให้ดีนะ มันไม่เอาทุกข์อื่นเข้ามาเพราะเบญจขันธ์มันทุกข์อยู่แล้วน่ะ.. ไม่เอาเรื่องของคนอื่นนะ จริงไหม? อาตมาน่ะคนนั้นบอกอย่างนั้น คนนี้บอกอย่างนี้ อาตมาอยู่ตรงกลางน่ะ..  เข่ง..แบกเข่งเดินเซ บนทางน้ำตกนะ ถ้าเหยียบพลาดล้มเลย แต่มันไม่พลาดนะจริงไหม อาตมาอยู่ยากกว่าไหม..  เข่ง 2 ใบใส่ไหล่อยู่ตรงนี้ ข้างหลังมันก็เยอะ ข้างหน้ามันก็เยอะ แล้วไม่ใช่ทางเรียบๆนะ นี่มันทางน้ำตก มันหินทั้งนั้นเลย ท่านยังประคับประคองไปได้เลย.. คือแก้ที่เรา ใครมาบอกปุ๊บ ใครมาบอกปุ๊บ จ่ายงาน จัดงานให้เขาไป.. มันจะได้ไม่มีอะไรมารุมเร้า ตรงนี้แหละ.. เรื่องนี้แหละ ยิ่งทุกข์ยิ่งดีนะ เขาต้องการเห็นทุกข์นะ ไม่ใช่เห็นสุขนะ..ใช่ไหม ยิ่งทน ยิ่งภาวนา มีอีกไหม ถามมันเลย.. มึงมีอีกไหม ขึ้นมาสิ.. (หัวเราะ) พอขึ้นมา กูหลับแล้ว..อ้าว..มึงหลับสิ ไอ้นี่.. หลับแล้วมึงจะไปเห็นอะไรล่ะ (เลยเห็นก้อนหินเลยค่ะ) เอ้อ..! เอ้า ! ทุกข์มา สู้เลย.. อย่างอาตมานะ.. โอ้โห.. มันบีบหมดน่ะ  แต่อาตมาก็เอาผ่านนะ มันที่สุดของชีวิตนะ..ทุกข์น่ะ ยิ้มให้มันร่าเริง เอาดวงจันทร์ไว้ในโหล  ปิดฝาโหลซะ ฝาโหลสีแดงนะ  อย่าเอาดวงจันทร์ออกนอกโหลนะ  มีเรื่องไหมวะ..(มีเรื่องค่ะ) จริงไหม.. กูขังไว้ในโหลเลย มึงอย่าเผลอนะ เผลอกูกระแทกตุ่มน้ำเลย (หัวเราะ) กูอยู่ตรงนี้ เอาชีวิตเป็นเดิมพันกันเลยนะนี่ ไม่รู้ว่าจะทนให้อะไรกันมากมายเดี๋ยวกูตายแล้วมึงจะรู้นะ

ชนะความตาย

      นี่ปกติมันจะเรียบร้อยแล้ว เรียบร้อยนะ ให้ตัวมันเขย่าไปเขย่ามาสิ กายหลุดไป..กรวดหลุดไป เหลือแต่เพชรเม็ดล้วนๆ ดวงจันทร์..เป็นตำรา  ตำราเป็นพระพุทธรูปดูใจ..เป็นข้อมูล..รู้จักชีวิตถ้ารู้จักชีวิตนะ ตำราเกิด..พระพุทธรูปเกิด..เกิดจากตรงนี้นะ..แต่เราต้องดูตลอดนะ จริงไหม.. ศรัทธาของท่านไม่ง่ายแน่.. ชิตังเม ชนะไง... ชนะความตาย


รู้ให้ทันเวทนา

    ถ้าปกติ.. มันจะไม่มีบกพร่อง เพราะท่านจะวางให้เป็นระบบ เป็นแฟ้บ เป็นสบู่ เป็นยาสีฟัน ถ้าเป็นแฟ้บต้องซักผ้านะ ถ้าสบู่ต้องถูตัวนะ ถ้ายาสีฟันต้องล้างปากนะ คนละคุณสมบัตินะ.. แต่เราต้องรู้ให้ทันเวทนานะ.. เข้าใจไหมถ้าอยู่ใกล้อาตมานี่หายหมดโลกคือผัสสะ โลกนี้คือเวทนานะ.. เห็นจับรถจักรยานกันอยู่ เพลินกันอยู่ แต่มึงไม่ได้ขี่ ทรงฌานน่ะ อย่างอาตมานี่..ทรงฌาน กินมะม่วงขึ้นมาเป็นหมูเลย กินมะม่วงเป็นผัดผักบุ้ง ด้วยอำนาจแห่งฌาน ให้กินเป็นน่ะ.. จะให้มันเป็นหมูก็ได้ ให้เป็นมะม่วง จะให้มันเป็นผัดผักบุ้งก็ได้ ค่อนข้างจะอยู่ได้ยากในโลกปัจจุบัน เฮอะ.. มันยังชอบสีสันกันอยู่น่ะ มือไปจับรถจักรยานแล้วไม่ขี่รถจักรยานน่ะ..(หัวเราะ)

     แต่นี่โลกมันไกลกันลิบนะ จริงไหม.. ท้องฟ้ากับแผ่นดินน่ะมันไกลกันฝั่งนอกกับฝั่งในมันไกลกัน อธรรมกับสัตบุรุษน่ะมันไกลกัน ถึงว่า..ยิ่งไม่อยากได้ มันยิ่งได้ แล้วมันก็มากันอย่างนี้... แปลก...ชีวิตน่ะ อาตมานั่งอย่างนี้ มันยังจับอาตมาไปนั่งซ้อนท้ายรถเครื่องเลย โอ้โห..มันทำกันมามาก คือวางเป็นกลางๆ นี่แหละ แต่โลกมันคือแรงดึงดูด มารมันครอบอยู่..พญามารมันเป็นใหญ่เหนือโลกน่ะใครจะตาย ใครจะเจ็บขึ้นอยู่กับมันใครจะดี หรือไม่ดีก็ขึ้นอยู่กับมัน ขนาดผู้รู้แล้วเนี่ย.. ท่านปกติแล้ว เดี๋ยวมันมีเหตุมายังเงี้ย มันทำลายกายเราไม่ได้อย่างเนี้ย มันก็ลากดวงจิตเราน่ะ.. ไปขี่รถซ้อนรถเครื่องเขา เฮ้ย..จะให้เป็นผัวมันอีกเรอะ.. มันแปลกน่ะ ถ้าไม่รู้อย่างแยบคายเสร็จมันนะ.. เข้าใจไหม อาตมาเห็นทะลุหมดเลย มองผ่านหมดเลยน่ะ ถ้าเรารู้ทันนะ เราก็มองผ่านอย่างอาตมาได้ไหม.. จริงไหม มึงก็รู้น่ะ.. ใช่ไหม แต่ไม่มีทรงฌานกันเลยอย่างนี้.. จับแต่รถจักรยานแล้วก็เดินผ่านจากฌานยังเนี้ย.. จะมีคุณสมบัติที่วิเศษอย่างนี้ได้ไหมล่ะ.. มนุษย์ที่วิเศษนะ กินทิพย์นะ.. ของของท่านอยู่เป็นทิพย์หมดนะ วางไว้ตรงไหน ก็อยู่ตรงนั้นแหละ ถ้าขยับเขยื้อนหาไม่เจอเลย..

     อย่างนี้มันอาศัยความชำนาญ อาศัยเรียนรู้ทุกขณะ รู้ตลอดจนเคยนะ สติมันเลยเป็นวงแหวนรอบตัวอยู่ตลอดนะ ของที่จะเข้ามาเลยบริสุทธิ์หมด ของไม่ดีเข้ามาหาอาตมา.. เป็นของดีไปหมดเลย แต่มันอยู่ยากนะ ดวงจันทร์มันแลบลิ้นน่ะ เคยเห็นไหมดวงจันทร์มันเหนื่อยเว้ย..เหอะๆ (หัวเราะ) ดวงจันทร์แลบลิ้น เหนื่อยไหมวะ.. (หัวเราะ) เหนื่อยที่สุดในโลก แล้วมันน่าสงสารที่สุดในโลกด้วย มันแลบลิ้น ไม่รู้กี่ทีแล้ว มันจะไปแล้วนะ.. พึงสังวรณ์ไว้ อย่าไปเพลินกับมันล่ะ.. เพลินกับมัน..แม้อาตมานะ อยู่กับมันเนี่ย แม้อยู่เหนือมันแล้ว มันก็ยังมีเหตุมีปัจจัยเข้ามา.. แต่รู้แล้วก็ผ่าน รู้แล้วก็ผ่าน รู้แจ้งแทงตลอดนะรู้จักทุกข์น่ะ รู้ธรรมดาๆนี่แหละ


สลัด วาง ว่าง และไม่ผูกพัน

       สลัด วาง ว่าง และไม่ผูกพันนะ..เข้าใจไหม ระบบธรรมชาติมันจะจัดสรร จัดจิต จัดใจ ของมันเอง ให้เป็นธรรมชาติของมัน.. ท่านไม่ได้เจ็บ ไม่ได้ป่วย ไม่ได้เดือดร้อนอะไรเลย ท่านสลัดคืนหมดเลย.. ท่านปล่อยวาง แล้ว

  1. อย่าประมาท
  2. เล่นสนุกขาดสติ เหมือนถูกโจรปล้นใจ
  3. หลวงพ่อเมตตาเทศน์โปรดสอนนักเรียนมัธยม
  4. สุขต้องฝืน ทุกข์ต้องทน..
  5. ยิ่งทุกข์ยิ่งดี..เจ็บป่วยอย่าวิตก
  6. จิตที่ฝึกดีแล้ว นำสุขมาให้..
  7. กินให้เป็นไม่วุ่นวาย1
  8. กินให้เป็นไม่วุ่นวาย2
  9. แค่รู้ทันแค่นั้นเอง..
  10. มุงหลังคาใจของเราให้ดี
  11. ชนะความตาย
  12. รู้ให้ทันเวทนา