ธรรมโอสถ

ธรรมโอสถคืออะไร ?

พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า โรคมี ๒ อย่าง คือโรคทางกาย (กายิกโรค) และโรคทางจิตวิญญาณ (เจตสิกโรค) [๑] พระองค์ทรงประกาศคำสอน เพื่อรักษาโรคทางจิตวิญญาณและได้รับการยกย่องจากพระสาวก ว่าเป็นนายแพทย์ผู้เยียวยารักษาโรคของชาวโลกทั้งปวง (สัพพโลกติกิจฉโก)

ยาที่พระองค์ทรงใช้รักษาโรคก็คือ ธรรมโอสถ ในครั้งพุทธกาล ใครป่วยเป็นโรคทางจิตวิญญาณใด พระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมสำหรับรักษาโรคนั้น การฟังธรรมได้ผลชะงัดนัก แต่ในสมัยปัจจุบันที่พระพุทธเจ้าดับขันธปรินิพพานไปนานแล้ว เหลือไว้แต่ธรรมโอสถจำนวน ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์ในพระไตรปิฎก ใครจะนำธรรมโอสถไปใช้ คงต้องเลือกขนานที่เหมาะกับโรคทางจิตวิญญาณที่รุมเร้าตน (พระธรรมโกศาจารย์)

ในพระพุทธศาสนามีหลักในการรักษาโรคที่เกิดจากการเจ็บป่วยมี 2 แนวทางด้วยกัน คือ การรักษาด้วยธรรมโอสถ และการรักษาด้วยยาสมุนไพร โดยการใช้สมุนไพรหลายชนิดผสมกัน มีทั้งใช้รับประทาน ใช้ทา ใช้หยอด ใช้นัตถ์ยา หรือการสูดดมควัน สำหรับการรักษาโรคทางใจนั้นนอกจากรักษาด้วยโพชฌงค์ 7 และสัญญา 10 ควบคู่กับการทำสมาธิเพื่อให้จิตสงบ แล้วยังมีธรรมโอสถที่เรียกว่า  สัปปายะ 7

การรักษาด้วยธรรมโอสถก็เป็นอีกทางหนึ่งในการรักษาโรค นอกเหนือจากการรักษาโรคทางกายด้วยยาสมุนไพรที่พระพุทธเจ้าทรงอนุญาตเพื่อระงับความทุกข์ที่เกิดจากการเจ็บป่วย การรักษาโรคทางใจโดยการใช้สมาธิบำบัด หรือด้วยการเจริญสติปัฏฐาน พัฒนาสติ ซึ่งเป็นองค์ความรู้ที่สามารถนำมาประยุกต์ใช้ได้จริงในชีวิตประจำวัน (พระครูอินทสารวิจักษ์  อินฺทสโร  (กิจไร่),บทคัดย่อ : 2551) ทั้งนี้การรักษาโรคด้วยสมุนไพรและธรรมโอสถของทางวัด ไม่ขัดแย้งกับหลักการรักษาแผนปัจจุบัน

การรักษาด้วยธรรมโอสถนี้ เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการรักษาโรคแบบองค์รวม (รักษาโรคทั้งกาย ใจและจิตวิญญาณ) ผู้ที่สนใจรับการรักษาแบบแผนไทยหรือแผนโบราณ ทั้งผู้ที่ต้องการรักษาโรคแบบคู่ขนานคือรักษาด้วยแผนปัจจุบันมาแล้ว และต้องการบำบัดรักษาเพิ่มเติมด้วยธรรมโอสถ และผู้ที่มีศรัทธาต้องการรักษาด้วยวิธีการของทางวัดโดยเฉพาะ อันเนื่องจากเป็นผู้ป่วยระยะสุดท้าย ที่ไม่สามารถรักษาให้ดีขึ้น ด้วยกระบวนการรักษาที่ดีที่สุดในการแพทย์แผนปัจจุบัน หรือกรณีไม่มีเงินเข้ารับการรักษาแบบแผนปัจจุบันที่มีค่าใช้จ่ายสูง

ทั้งนี้ทางวัดจะยึดตามความประสงค์และความสมัครใจของผู้ป่วยเป็นที่ตั้ง ในการเลือกแนวทางการรักษา การปฏิบัติตามคำแนะนำต่างๆ จากพระอาจารย์หรือจากหมอผู้รักษานั้น

ผู้ป่วยจะต้องเป็นผู้เลือกเองว่าจะใช้วิธีรักษาอย่างใดจึงจะเหมาะสมกับสภาวะของตนตามเหตุปัจจัยต่างๆ และผู้ป่วยเป็นผู้รับผิดชอบต่อผลการรักษาใดๆ อันเกิดจากการตัดสินใจของตนเองทั้งสิ้น